ผลต่างระหว่างรุ่นของ "418531 ภาคต้น 2552/โจทย์ปัญหาการพิสูจน์ I/เฉลยข้อ 6"

จาก Theory Wiki
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
 
(ไม่แสดง 4 รุ่นระหว่างกลางโดยผู้ใช้คนเดียวกัน)
แถว 3: แถว 3:
  
 
<math>(\leftarrow)</math> สมมติว่า n เป็นจำนวนเต็มคี่ ให้ k เป็นจำนวนเต็มที่ทำให้ <math>n = 2k+1</math> เราจะได้ว่า <math>n^3 = (2k+1)^3 = 8k^3 + 12k^2 + 6k + 1 = 2(4k^3 + 6k^2 + 3k) + 1</math> ดังนั้น <math>n^3</math> ก็เป็นจำนวนเต็มคี่ด้วยเช่นกัน
 
<math>(\leftarrow)</math> สมมติว่า n เป็นจำนวนเต็มคี่ ให้ k เป็นจำนวนเต็มที่ทำให้ <math>n = 2k+1</math> เราจะได้ว่า <math>n^3 = (2k+1)^3 = 8k^3 + 12k^2 + 6k + 1 = 2(4k^3 + 6k^2 + 3k) + 1</math> ดังนั้น <math>n^3</math> ก็เป็นจำนวนเต็มคี่ด้วยเช่นกัน
 +
 +
== ข้อ 2 ==
 +
ให้ x เป็นจำนวนจริงใดๆ เราจะแสดงว่ามีจำนวนเต็ม y ที่ทำให้ <math>x+y = xy</math> ก็ต่อเมื่อ <math>x \neq 1</math>
 +
 +
<math>(\rightarrow)</math> สมมติว่า <math>x = 1</math> เราได้ว่า <math>1+y = y</math> เกิดข้อขัดแย้งไม่มี y จะมีค่าเท่าใดก็ตาม ฉะนั้นเราสามารถสรุปได้ว่าถ้ามีจำนวนเต็ม y ที่ทำให้ <math>x+y = xy</math> แล้ว <math>x \neq 1</math>
 +
 +
<math>(\leftarrow)</math> สมมติว่า <math>x \neq 1</math> ให้ <math>y = \frac{x}{x-1}</math> เราได้ว่า
 +
<table>
 +
<tr>
 +
<td align="right"><math>x+y \,</math></td>
 +
<td align="center"><math>= \,</math></td>
 +
<td align="left"><math>x + \frac{x}{x-1} \,</math></td>
 +
</tr>
 +
<tr>
 +
<td align="right"></td>
 +
<td align="center"><math>= \,</math></td>
 +
<td align="left"><math>\frac{(x^2 - x) + x}{x-1} \,</math></td>
 +
</tr>
 +
<tr>
 +
<td align="right"></td>
 +
<td align="center"><math>= \,</math></td>
 +
<td align="left"><math>\frac{x^2}{x-1} \,</math></td>
 +
</tr>
 +
<tr>
 +
<td align="right"></td>
 +
<td align="center"><math>= \,</math></td>
 +
<td align="left"><math>x \frac{x}{x-1} \,</math></td>
 +
</tr>
 +
<tr>
 +
<td align="right"></td>
 +
<td align="center"><math>= \,</math></td>
 +
<td align="left"><math>xy \,</math></td>
 +
</tr>
 +
</table>
 +
 +
== ข้อ 3 ==
 +
<math>(\rightarrow)</math> สมมติให้ <math>A \subseteq B</math> และสมมติให้ <math>X</math> เป็นสมาชิกใดๆ ของ <math>P(A)</math> เราได้ว่า <math>X \subseteq A</math>
 +
 +
เนื่องจาก <math>A \subseteq B</math> เราได้ว่า <math>X \subseteq B</math> ด้วย ฉะนั้น <math>X \in P(B)</math>
 +
 +
เนื่องจาก <math>X</math> เป็นสมาชิกใดๆ ของ <math>P(A)</math> เราจึงสรุปได้ว่า <math>P(A) \subseteq P(B)</math>
 +
 +
<math>(\leftarrow)</math> สมมติให้ <math>A \not\subseteq B</math> แสดงว่ามีสมาชิก <math>x \,</math> อย่างน้อยหนึ่งตัวที่ <math>x \in A</math> แต่ <math>x \not\in B</math>
 +
 +
เราได้ว่า <math>\{ x \} \subseteq A</math> ดังนั้น <math>\{ x \} \in P(A)</math> แต่ <math>\{ x \} \not\subseteq B</math> ดังนั้น <math>\{ x \} \not\in P(B)</math>
 +
 +
ฉะนั้นเราจึงสามารถสรุปได้ว่า <math>P(A) \not\subseteq P(B)</math>
 +
 +
== ข้อ 4 ==
 +
เราจะใช้ทฤษฎีบทต่อไปนี้:
 +
: '''ทฤษฏีบท''' ถ้า p เป็นจำนวนเฉพาะและถ้า p หาร mn ลงตัวเมื่อ m และ n เป็นจำนวนเต็มแล้ว p หาร m หรือ p หาร n ลงตัว
 +
 +
<math>(\rightarrow)</math> สมมติว่า 15 หาร n ลงตัว ให้ k เป็นจำนวนเต็มที่ทำให้ <math>n = 15k</math> เราได้ว่า <math>n = 3(5k) = 5(3k)</math> ดังนั้น 3 หาร n ลงตัวและ 5 หาร n ตัว
 +
 +
<math>(\leftarrow)</math> สมมติให้ 3 หาร n ลงตัวและ 5 หาร n ลงตัว ให้ k เป็นจำนวนเต็มที่ทำให้ <math>n = 3k</math>
 +
 +
เนื่องจาก 5 หาร n ลงตัว 5 ต้องหาร 3k ลงตัวด้วย
 +
 +
ใช้ทฤษฎีบทข้างบน เราได้ว่า 5 ต้องหาร 3 ลงตัว หรือไม่ 5 ต้องหาร k ลงตัว แต่เนื่องจาก 5 หาร 3 ไม่ลงตัว เราได้ว่า 5 ต้องหา k ลงตัว ฉะนั้นให้ m เป็นจำนวนเต็มที่ทำให้ <math>k = 5m</math> กล่าวคือ <math>n = 3k = 3(5m) = 15m</math> ดังนั้น 15 หาร n ลงตัว
 +
 +
== ข้อ 5 ==
 +
ให้ a และ b เป็นจำนวนเต็ม ให้ c = ab เราจะได้ว่า a หาร c ลงตัว และ b หาร c ลงตัว

รุ่นแก้ไขปัจจุบันเมื่อ 19:27, 27 มิถุนายน 2552

ข้อ 1

สมมติว่า n เป็นจำนวนเต็มคู่ ให้ k เป็นจำนวนเต็มที่ทำให้

Error

Too many requests (f061ab2)

เราจะได้ว่า ดังนั้น ก็เป็นจำนวนเต็มคู่ด้วยเช่นกัน

Error

Too many requests (f061ab2)

สมมติว่า n เป็นจำนวนเต็มคี่ ให้ k เป็นจำนวนเต็มที่ทำให้ เราจะได้ว่า ดังนั้น ก็เป็นจำนวนเต็มคี่ด้วยเช่นกัน

ข้อ 2

ให้ x เป็นจำนวนจริงใดๆ เราจะแสดงว่ามีจำนวนเต็ม y ที่ทำให้

Error

Too many requests (f061ab2)

ก็ต่อเมื่อ

สมมติว่า

Error

Too many requests (f061ab2)

เราได้ว่า เกิดข้อขัดแย้งไม่มี y จะมีค่าเท่าใดก็ตาม ฉะนั้นเราสามารถสรุปได้ว่าถ้ามีจำนวนเต็ม y ที่ทำให้ แล้ว

สมมติว่า ให้

Error

Too many requests (f061ab2)

เราได้ว่า

ข้อ 3

สมมติให้ และสมมติให้

Error

Too many requests (f061ab2)

เป็นสมาชิกใดๆ ของ เราได้ว่า

เนื่องจาก เราได้ว่า ด้วย ฉะนั้น

Error

Too many requests (f061ab2)

เนื่องจาก เป็นสมาชิกใดๆ ของ เราจึงสรุปได้ว่า

สมมติให้ แสดงว่ามีสมาชิก อย่างน้อยหนึ่งตัวที่ แต่

เราได้ว่า

Error

Too many requests (f061ab2)

ดังนั้น แต่ ดังนั้น

ฉะนั้นเราจึงสามารถสรุปได้ว่า

Error

Too many requests (f061ab2)

ข้อ 4

เราจะใช้ทฤษฎีบทต่อไปนี้:

ทฤษฏีบท ถ้า p เป็นจำนวนเฉพาะและถ้า p หาร mn ลงตัวเมื่อ m และ n เป็นจำนวนเต็มแล้ว p หาร m หรือ p หาร n ลงตัว

สมมติว่า 15 หาร n ลงตัว ให้ k เป็นจำนวนเต็มที่ทำให้

Error

Too many requests (f061ab2)

เราได้ว่า ดังนั้น 3 หาร n ลงตัวและ 5 หาร n ตัว

สมมติให้ 3 หาร n ลงตัวและ 5 หาร n ลงตัว ให้ k เป็นจำนวนเต็มที่ทำให้

เนื่องจาก 5 หาร n ลงตัว 5 ต้องหาร 3k ลงตัวด้วย

ใช้ทฤษฎีบทข้างบน เราได้ว่า 5 ต้องหาร 3 ลงตัว หรือไม่ 5 ต้องหาร k ลงตัว แต่เนื่องจาก 5 หาร 3 ไม่ลงตัว เราได้ว่า 5 ต้องหา k ลงตัว ฉะนั้นให้ m เป็นจำนวนเต็มที่ทำให้

Error

Too many requests (f061ab2)

กล่าวคือ ดังนั้น 15 หาร n ลงตัว

ข้อ 5

ให้ a และ b เป็นจำนวนเต็ม ให้ c = ab เราจะได้ว่า a หาร c ลงตัว และ b หาร c ลงตัว

รายการเลือกการนำทาง